globalgt exness

จนท.วุฒิสภาสหรัฐวอน FED ระวังเรื่องการคุมเข้มการเงิน หวั่นคนตกงาน

จนท.วุฒิสภาสหรัฐวอน FED ระวังเรื่องการคุมเข้มการเงิน หวั่นคนตกงาน

จนท.วุฒิสภาสหรัฐวอน FED ระวังเรื่องการคุมเข้มการเงิน หวั่นคนตกงาน  :  เชอร์รอด บราวน์ ประธานคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งวุฒิสภาสหรัฐ เรียกร้องให้ เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระมัดระวังเรื่องการคุมเข้มนโยบายการเงิน เพราะวิตกกังวลว่า ชาวอเมริกันหลายล้านคนที่เผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูงอยู่แล้วอาจต้องตกงานร่วมด้วย

ปฏิทินประชุม Fed 2565

2 พฤศจิกายน 2565

14 ธันวาคม 2565

ผลโพลระบุ ‘Fed’ ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ในการประชุมสัปดาห์หน้า นักวิเคราะห์แนะควรหยุดเมื่อเงินเฟ้อลดลงครึ่งหนึ่งจากปัจจุบัน
.
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ 2565

พร้อมแนะว่า Fed ควรหยุดขึ้นดอกเบี้ยเมื่ออัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปัจจุบัน และเตือนว่านโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้กำลังทำให้ภาคธุรกิจกระเทือน คนอาจตกงานเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีนักลงทุนในตลาดหุ้นหลายคนร่ำรวยขึ้นก็ตาม
.
ผลการสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ (86 คนจาก 90 คน) ของ Reuters คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย Funds Rate อีก 0.75% สู่ระดับ 3.75-4.0% ในสัปดาห์หน้า เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง และการว่างงานอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดก่อนเกิดโรคระบาด
.
โดยนักเศรษฐศาสตร์ 49 คนจาก 80 คน ยังคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยของ Fed จะแตะระดับสูงสุดที่ 4.50-4.75% หรือสูงกว่านั้นในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า
.
โพลยังสอบถามเกี่ยวกับระดับเงินเฟ้อยั่งยืนที่ Fed ควรพิจารณาการหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยตามความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ 22 คน มองว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ควรต้องอยู่ที่ 4.4% จากระดับเหนือ 8%ในขณะนี้
.
แม้ Fed จะให้ความสำคัญกับดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) แต่ผลสำรวจชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อ PCE จะอยู่สูงกว่าเป้าหมายไปจนถึงปี 2025 เป็นอย่างน้อย ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อ CPI คาดว่า จะไม่ลดลงจนถึงครึ่งหนึ่งจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า
.
ด้าน เบรตต์ ไรอัน นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ อาวุโสจาก Deutsche Bank กล่าวว่า เนื่องด้วย Fed จะยังคงคุมเข้มทางการเงินอย่างรุนแรงต่อไป เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เราคาดว่าภาวะถดถอยในระดับปานกลางน่าจะเริ่มในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงจะลดลง และอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
.
โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีหน้าจะขยายตัวเพียง 0.4% ลดลงต่อเนื่อง จากการสำรวจความคิดเห็นครั้งก่อนๆ ขณะที่อัตราการว่างงานคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.7% ในปีนี้ ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% และ 4.8% ในปี 2023 และ 2024 ตามลำดับ
.
.
เพราะในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะถดถอย แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักพบว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ กลับเคลื่อนไหวอย่างคึกคักโดยไม่สนใจสถานการณ์โลกที่ค่อนข้างแย่ โดยสัปดาห์ที่แล้ว หุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดทำสถิติที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน แถมตลาดหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเปิดตลาดในวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 ตุลาคม)
.
โนมี พรินส์ อดีตกรรมการผู้จัดการของ Goldman Sachs และผู้เขียนหนังสือเรื่อง ‘Permanent Distortion: How the Financial Markets Abandoned the Real Economy Forever’ ระบุว่า ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ Fed เดินหน้าอัดฉีดเงินเข้าระบบทำให้เกิดเศรษฐกิจ 2 แบบ โดยชาวอเมริกันที่ร่ำรวยและบริษัทต่างๆ ได้รับประโยชน์โดยตรงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ซึ่งทำให้เงินไหลเข้าสู่บริษัทจดทะเบียนในตลาดและหุ้นในระดับสูง ในขณะที่ Main Street ประสบปัญหาจากค่าจ้างที่ชะลอตัวและได้รับการสนับสนุนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
.
พรินส์ชี้ว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับ ‘การบิดเบือนอย่างถาวร’ ซึ่งพฤติกรรมของตลาดและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
.
นักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างยอมรับว่าต่อให้พยายามพลิกตำราคาดการณ์มากมายเพียงใด แต่ตลาดหุ้นก็เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้มาโดยตลอด ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในสภาวะที่ตลาดอยู่สภาวะผันผวนขั้นสุดในปัจจุบันที่ Fed ยืนกรานอย่างชัดเจนว่าไม่มีแผนที่จะหันหลังให้นโยบายขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่คงอยู่ แม้ว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจไม่ชัดเจน และบรรดาซีอีโอ นักเศรษฐศาสตร์ และองค์กรระดับโลกต่างตบเท้าออกมาส่งเสียงเตือนเกี่ยวกับภาวะถดถอยที่กำลังคืบคลานเข้ามา
.
อย่างไรก็ตาม ต่อให้สถานการณ์เศรษฐกิจใน Main Street จะไม่สดใส แต่ตลาดที่เคลื่อนไหวในทางที่แย่มากกว่าดีตลอดทั้งปีที่ผ่านมากลับพลิกขึ้นมาทำสถิติสูงสุดในรอบหลายเดือนอีกครั้ง สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดากูรูทั้งหลายเป็นจำนวนมาก กระนั้น กูรูส่วนใหญ่รวมถึงพรินส์ก็ยอมรับว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามใช้เหตุผลทางเศรษฐกิจกับตลาดหุ้น
.
ที่ผ่านมา เป็นที่รู้กันดีว่า หน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ คือการดูแลเรื่องการว่างงานและภาวะเงินเฟ้อ แต่อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายตระหนักดีว่า Fed มีหน้าที่ที่สามอย่างไม่เป็นทางการพ่วงมาด้วย นั่นคือการส่งเสริมตลาดหุ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ที่หลายคนได้ประจักษ์มาโดยตลอดในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา
.
พรินส์อธิบายว่า เริ่มต้นในปี 2008 Fed ในเวลานั้นได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินจากธนาคารข้ามคืนในสหรัฐอเมริกาที่ระดับต่ำใกล้ศูนย์ และเจ้าหน้าที่ของ Fed ได้ดำเนินตามนโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) โดยนำเงินเข้าสู่ระบบการเงินด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ผลลัพธ์ก็คือการสร้างความเชื่อที่แพร่หลายในโลกการเงินว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตลาดหุ้นก็ยังจะขยับขึ้นได้อยู่
.
สรุปว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนใหญ่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดและไม่ได้เข้าสู่เศรษฐกิจโดยรวม และสร้างโลกที่นักลงทุนพึ่งพา Fed ในขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้รับความเดือดร้อน
.
ทั้งนี้ แม้เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อต้นปีนี้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นหน้าที่หลักของ Fed ในการลดอัตราเงินเฟ้อให้สำเร็จ แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักรวมถึง พรินส์กลับเห็นว่านักลงทุนกลับไม่เชื่อ และคิดเสมอว่า Fed จะต้องเปลี่ยนทิศทางนโยบายในที่สุดต่อให้ Fed จะยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ตาม เพราะนักลงทุนเชื่อว่าท้ายที่สุด Fed จะหันมาใช้นโยบายระยะยาวในการช่วยเหลือตลาด
.
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ไม่ว่า Fed จะดำเนินการใดๆ ก็มีเพียงแต่ Main Street เท่านั้น ไม่ใช่ Wall Street ที่รู้สึกถึงความรุนแรงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ผ่านอัตราการจำนองและอัตราการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และตลาดงานที่ชะลอตัว

“คุณมีหน้าที่ต่อสู้กับเงินเฟ้อ แต่ในขณะเดียวกัน คุณต้องไม่ละทิ้งหน้าที่ในการรับประกันว่าเราจะมีการจ้างงานอย่างเต็มที่” นายบราวน์กล่าวผ่านจดหมายที่ส่งถึงบรรดาผู้ว่าการเฟดในวันอังคาร (25 ต.ค.) พร้อมเสริมว่า “เราต้องหลีกเลี่ยงการเกิดความก้าวหน้าแค่ในระยะสั้นและการมีตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเพียงเพราะการใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินเชิงรุกเพื่อลดเงินเฟ้อ โดยเฉพาะตอนที่การดำเนินการของเฟดไม่ได้แก้ปัญหาปัจจัยขับเคลื่อนหลัก”
นักวิเคราะห์คาดการณ์กันในวงกว้างว่าเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 ในการประชุมเดือนหน้า ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวขึ้นสู่กรอบ 3.75% – 4% โดยจะถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากที่สุดในรอบประมาณ 40 ปี

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จดหมายของนายบราวน์นั้นไม่ได้ขอให้นายพาวเวล หรือเฟดชะลอหรือหยุดขึ้นดอกเบี้ย แม้เรียกร้องให้ “ระมัดระวัง” ท่ามกลางการเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก และสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริงต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก

Pawell ยอมรับเรื่องความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ และความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้อัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้น แม้ปัจจุบันอัตราว่างงานเคลื่อนไหวที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 3.5% แต่เขาโต้แย้งว่า การต่อสู้เงินเฟ้อที่ปัจจุบันสูงเหนือเป้าหมาย 2% ของเฟดกว่าสามเท่านั้น เป็นหนทางเดียวที่จะรับประกันความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานในระยะยาว

ข้อมูลจาก : https://www.infoquest.co.th/2022/245390

https://www.reuters.com/markets/us/fed-hike-by-75-bps-again-nov-2-should-pause-when-inflation-halves-economists-2022-10-25/

 

exness รีวิว

รีวิวโบรกเกอร์

สมัคร Exness

โบรกเกอร์ Exness

เปิดบัญชี Forex เพื่อรับโบนัสเทรด

logo

Website : www.bestbroker168.com
Facebook.com: bestbroker168
Instagram.com: bestbroker168
Line ID : @bestbroker168