นักลงทุนหุ้นเตรียมหนาว หลังรัฐเล็งเก็บภาษีขายหุ้น 0.1% ในปี 2565 

นักลงทุนหุ้นเตรียมหนาว หลังรัฐเล็งเก็บภาษีขายหุ้น 0.1% ในปี 2565 

นักลงทุนหุ้นเตรียมหนาว หลังรัฐเล็งเก็บภาษีขายหุ้น 0.1% ในปี 2565

กระทรวงการคลังออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ภาษีขายหุ้น” ซึ่งเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ ว่าจะเริ่มจัดเก็บภาษีขายหุ้นใน “อัตรา 0.1%” ในธุรกรรมที่ “ขายหุ้นเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือน” ซึ่งจะเริ่มจัดเก็บภาษีในปี พ.ศ. 2565 แต่ยังไม่มีการพูดถึงการเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gains Tax)
กระทรวงการคลังในตอนนี้ อยู่ในช่วงเวลาของการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐให้มีความยั่งยืน และเป็นการจัดเก็บเพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมจากการที่การซื้อขายต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแก่ภาครัฐ ถ้าดัชนีตลาดจะปรับลดลงก็ต้องยอมรับ
โดยแผนหนึ่งในการปฏิรูป คือ “การจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์” (Financial Transaction Tax) ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพากร เพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเริ่มในปี พ.ศ. 2565 หลังจากภาษีนี้ที่ถูกยกเว้นมานาน 30 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534
โดยช่องทางการหักภาษีขายหุ้นจากข้อมูลของ iTAX บอกว่าโบรกเกอร์ตัวแทนที่ผู้ลงทุนทำธุรกรรมขายหุ้น จะเป็นผู้หักภาษีขายหุ้นจากจำนวนเงินที่ขาย และนำไปยื่นแทนเพื่อจ่ายภาษีแทนผู้ขายตามปกติ
รวมไปถึงทางฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัสเคยวิเคราะห์เอาไว้ว่า รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษีส่วนนี้ประมาณ 1 – 2 หมื่นล้านบาท หากมูลค่าการซื้อขายยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ผ่านมา (นักลงทุนระยะสั้น เช่น Day Trade มีการซื้อ ขายหุ้น เฉลี่ย 2 – 3 ล้านบาทต่อเดือน)
ส่วนมุมมองของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นั้น มองว่า “การจัดเก็บภาษีจะทำให้ต้นทุนของนักลงทุนสูงขึ้น” ซึ่งนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มนักลงทุนประเภท Trading ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศที่ซื้อขายเร็ว เพื่อหวังการทำกำไรระยะสั้น นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อมูลค่าการซื้อขายของตลาดอีกด้วย
ซึ่ง SET กล่าวว่าถึงกระทรวงการคลัง และสำนักงาน ก.ล.ต. เรื่องนี้ว่า
1.ควรพิจารณาการจัดเก็บภาษีขายหุ้นอย่างเหมาะสม เพื่อที่จะได้กระทบกับนักลงทุนอย่างสมเหตุสมผล เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นของนักลงทุน และยังช่วยให้เราแข่งขันกับตลาดอื่น ๆ ได้ในภูมิภาค
2.หากเป็นการจัดเก็บภาษีตามปริมาณการซื้อขาย หรือมีหลักเกณฑ์บางอย่างประกอบ จะสามารถลดผลกระทบกับนักลงทุนได้
3.ควรมีระยะเวลาแจ้งนักลงทุนให้ทราบล่วงหน้าอย่าง เพื่อที่จะให้นักลงทุนปรับตัวได้ทัน
4.ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนภายในตลาด จะต้องมีการวางแผนเรื่องระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษี การเก็บข้อมูล และระบบด้านอื่น ๆ ให้ทันเวลา
พี่ทุยคิดว่าการกล่าวถึงเรื่องการเก็บภาษีอย่างที่ผ่าน ๆ มา บ่อยครั้งทางภาครัฐชอบ “โยนหินถามทาง”​ เพื่อให้เห็นกระแสตอบรับจากสังคมก่อนจะออกกฏหมายจริงมา
แต่หากนโยบายนี้บังคับใช้ขึ้นมา พี่ทุยคาดว่ามูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบพอสมควรเลย ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ส่วนใหญ่เราหวังพึ่งกระแสเงินจากต่างชาติในการดัน SET เพื่อให้ถึงเป้าหมาย และในช่วงการระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ชัดว่ามีนักลงทุนรายย่อยที่เป็นนักลงทุนหน้าใหม่แห่เข้ามาลงทุนในตลาดนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากกระแสการ IPO ของหุ้น OR
หากการจัดเก็บภาษีออกมาในอัตราที่ไม่เหมาะสม จะทำให้เสน่ห์และแรงจูงใจของตลาดหุ้นที่ดึงดูดทั้งผู้เล่นหน้าใหม่ และเม็ดเงินหลักในการพยุงดัชนี หายไปไม่มากก็น้อยอย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจมาตลอดเรื่องหนึ่งก็คือการที่ตลาดหุ้นไทยเป็น “Tax Haven” นั่นเอง
นักลงทุนหุ้นเตรียมหนาว หลังรัฐเล็งเก็บภาษีขายหุ้น 0.1% ในปี 2565 

ข้อมูลลจาก :Money Buffalo

เปิดบัญชี Binance เทรด cryptocurrency

bestbroker168

Website : www.bestbroker168.com
Facebook.com: bestbroker168
Instagram.com: bestbroker168
Line ID : @bestbroker168

ใส่ความเห็น